ทำไม ‘อินเดีย’ ถึงกล้าเปิดศึก เป็นผู้ท้าชิงกับมหาอำนาจจีน

ว่ากันว่าประเทศเดียวที่สามารถ ‘งัด’ กับมหาอำนาจอย่างประเทศจีน ได้อย่างพอฟัดพอเหวี่ยง ก็คือประเทศ ‘อินเดีย’

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

#Agenda สรุปมาให้ดูกันค่ะ

————-

ตลาดโต กำลังซื้อสูง

มีประชากรเป็นอันดับ 2 ของโลก 1,380 ล้านคน คิดเป็น 17.2% ของประชากรโลก

World Economic Forum (WEF) จัดอันดับอินเดียมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก รองจากสหรัฐ, จีน, ญี่ปุ่น และเยอรมนี และอายุเฉลี่ยของคนอินเดียอยู่ที่ 29 ปี ด้วยจำนวนประชากรที่มากและอายุเฉลี่ยที่น้อยเช่นนี้แสดงถึงกำลังซื้อที่สูงตามมา

บริษัทชั้นนำเริ่มเข้ามาลงทุนในอินเดีย โดยในปี 2050 อินเดียถูกคาดว่า GDP จะโตแซงหน้าสหรัฐฯ และมีสัดส่วนเป็น 15% ของเศรษฐกิจโลกเลยทีเดียว

ในปี 2019 คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ต 450 ล้านคน มากกว่าสหรัฐฯ ทั้งประเทศ! และมากกว่าจำนวนคนไทยทั้งประเทศถึง 6 เท่า!

————-

โครงสร้างพื้นฐานดี ต้อนรับนักลงทุน

แคมเปญ ‘Make in India’ มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาอินเดียให้เป็นศูนย์กลางการผลิตของโลก ด้วยการกระตุ้นให้มีการผลิตและสร้างงาน แคมเปญนี้จึงมุ่งเป้าไปที่การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) โดยเน้นที่ระบบราชการอินเดีย เพิ่มความเป็น ‘หุ้นส่วน’ มากกว่าการเป็นผู้อนุญาต เปลี่ยนจากขั้นตอนที่ยุ่งยากเป็นการ ‘ปูพรมแดง’ ต้อนรับนักลงทุน

มีการจัดตั้งหน่วยพิเศษ ที่ให้คำแนะนำกับเอกชนต่างชาติที่ต้องการมาลงทุนในอินเดียโดยเฉพาะ โดยหน่วยงาน Invest India ที่คำถาม/ปัญหาทางธุรกิจ ต้องได้รับคำตอบภายใน 72 ชั่วโมง

ปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเข้าไปทำธุรกิจของต่างชาติในอินเดีย เช่น ยกเลิกการขอใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อน, ขยายเวลาใบอนุญาตเป็น 3 ปี, ตั้งระบบ one-stop service ออนไลน์ (eBiz), ปรับใช้ระบบภาษีเดียว และเพิ่มเพดานการลงทุน FDI

ที่น่าสนใจ คือการเปิดเว็บ makeinindia.com คู่มือสำหรับนักลงทุนต่างชาติ โดยได้รวบรวมข้อมูลตั้งแต่โอกาสทางธุรกิจในสาขาเป้าหมาย 25 สาขา เพื่อให้เอกชนที่สนใจลงทุนสามารถได้ข้อมูลครบถ้วนในจุดเดียว

————-

สร้างอำนาจทาง ‘เทคโนโลยี’ 

ดิจิตอลอินเดีย นโยบายหลักของรัฐบาลโมดีในการเปลี่ยนผ่านประเทศอินเดียสู่โลกไอทีแนวหน้าในของโลก ‘Bangalore’ บังคาลอร์ Silicon Valley แห่งอินเดีย เขตเศรษฐกิจด้านเทคโนโลยี ศูนย์รวมของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกมูลค่าสูงกว่า 5 ล้านล้านบาท เช่น Biocon บริษัท Biotechnology ที่ใหญ่สุดของอินเดีย ที่สำคัญยังมีบริษัทสตาร์ตอัปยูนิคอร์นที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้สถานที่แห่งนี้ดึงดูดนักลงทุนไอทีทั่วโลก

รัฐบาลสนับสนุน ค่ายบริการเครือข่ายมือถืออย่าง JIO เพื่อให้บริการแก่ประชาชนฟรี ทั้งการโทร และบริการ 4G ทำให้ตัวเลขการเข้าถึงสมาร์ทโฟนของอินเดียพุ่งขึ้นเป็น 340 ล้านคนในปี 2018 และปัจจุบันรัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนช่วยอินเดียลงทุน 5G รวมไปถึงเทคโนโลยีอื่นๆ ทดแทนอุปกรณ์จากผู้ผลิตในจีน

ผันระบบการเงินเป็นดิจิตอล ‘กระเป๋าเงินออนไลน์’ ทุกอย่างจ่ายผ่าน QR code ตั้งแต่การซื้อชาดื่ม ร้านชาในทุกตรอกซอกซอย เปลี่ยนเป็นร้านชาไร้เงินสด ไปยันสินสอดแต่งงาน ด้วยกฎหมายอินเดียไม่ให้มีการจ่ายสินสอด ระบบดิจิตอลทำให้การจ่ายสินสอดเอาผิดทางกฎหมายไม่ได้ แค่สแกน QR code ก็โอนเงินเข้าบัญชีฝ่ายชายอย่างง่ายดาย

ด้วยระบบการเงินที่ผูกกับธนาคารและกระเป๋าเงินออนไลน์ ทำให้รัฐทราบรายได้ที่แท้จริงจากตัวเลขการเข้าออกของเงิน รวมถึงสามารถตรวจจับการทุจริตของราชการและการเมืองได้มากยิ่งขึ้น รัฐโอนเงินเข้าบัญชีของเกษตรกรและคนยากจนได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านมือนักการเมืองคอร์รัปชั่น

————-

ปฏิรูปรัฐบาล แปรรูปรัฐวิสาหกิจ

ยกเลิกธนบัตรชนิด 500 และ 1,000 รูปี เพื่อปราบธุรกิจคอร์รัปชันและผู้ถือครองเงินนอกระบบ ตั้งแต่ปี 2016 เป็นนโยบายกวาดล้างเงินผิดกฎหมาย ทั้งเงินปลอม เงินใต้ดิน เงินที่ได้มาจากการหนีภาษี ล้วนเป็นปัญหาที่อยู่กับอินเดียมาหลายยุคสมัย เนื่องจากสังคมอินเดียใช้เงินสดเป็นหลัก จึงมีช่องโหว่ให้การกระทำที่ผิดกฎหมายได้ง่าย เช่น หนีภาษี ฟอกเงิน ตลอดจนเอาไปใช้สนับสนุนการก่อการร้าย

ปฏิรูประบบการเก็บภาษีเพื่อลดความซับซ้อน และเพิ่มความโปร่งใส อินเดียบังคับใช้ระบบภาษีสินค้าและบริการ (GST: Goods and Services Tax) ที่เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อลดความซับซ้อนและเพิ่มความโปร่งใสเรื่องการจัดเก็บภาษีระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นกับรัฐบาลกลาง

แปรรูปรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ เช่น บริษัทกระจายไฟฟ้า เพื่อการกระจายอำนาจไปยังรัฐอื่นๆ อินเดียจะแปรรูปบริษัทจัดหาและกระจายไฟฟ้าซึ่งเป็นกิจการของรัฐ ทั้งหมดใน 8 ดินแดนสหภาพให้เป็นเอกชน “เราได้ตัดสินใจว่าเราจะปฏิรูประบบจัดหาและกระจายพลังงานของรัฐ โดยอยู่บนฐานของการเปิดเผย โปร่งใส แข่งขันได้ และบนหลักการของการค้า เราจึงยินดีให้ภาคเอกชนมาร่วมแข่งขัน” กล่าวโดยราช กุมาร สิงห์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของอินเดีย 

————-

ทักษะเฉพาะทาง การศึกษาได้คุณภาพ

CEO ชื่อดัง ครองบัลลังก์ไอที ไม่ว่าจะเป็น CEO Google – Sundar Pichai (ศุนทัร ปิจไช), Microsoft – Satya Nadella (สัตยา นาเดลลา), Adobe – Shantanu Narayen (ชานทานู่ นาราเยน) 

จำนวนบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากอินเดียมีมากที่สุด ติดอันดับ 3 ของโลก

ระบบการเรียนการสอนที่อินเดีย ยังเป็นที่ยอมรับ รวมถึงนักเรียนจากมหาวิทยาลัยในอินเดีย ต่างได้รับการตอบรับเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วโลก โดยการเรียนการสอนที่อินเดียใช้ภาษาอังกฤษเป็นส่วนมาก บางโรงเรียนอาจยังใช้ภาษาถิ่น แต่ในระดับอุดมศึกษาจะพบว่าการเรียนการสอน, หนังสือตำราเรียน, การทำรายงานการสอบ รวมถึงการบรรยายจะใช้ภาษาอังกฤษแทบทั้งสิ้น นอกจากนี้หนังสือและสื่อการเรียนที่ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษมีราคาถูกมาก

จุดเด่นด้านแรงงานที่มีทักษะเฉพาะทาง ภาษาอังกฤษดี และมีค่าแรงถูก คนอินเดีย รู้ภาษาอย่างน้อยคนละ 3 ภาษา (อังกฤษ, ฮินดี, ภาษาถิ่น) เพราะในอินเดียมีภาษาท้องถิ่นมากมายกว่า 2,000 ภาษา จึงต้องมีภาษากลางหรือภาษาราชการเป็นภาษาอังกฤษและภาษาฮินดี ทำให้อินเดียเป็นประเทศที่มีคนพูดภาษาอังกฤษมากที่สุดในโลก แถมมีจุดแข็งในด้านบุคลากรสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ IT และซอฟต์แวร์ต่างๆ ดึงดูดบริษัทชั้นนำด้านไอทีระดับโลกเป็นอย่างมาก

————-

ที่มา :

Marketeeronline, Smartsme, Brandinside, Terrabkk, Marketthink, DITP, ThaiIndia, AFS, Blockdit, Sanook, Longtunman, TheCloud, Bangkokbiznews, TheMomentum

Read More

ใหม่ล่าสุด