ย้อนเส้นทางของ ท๊อป จิรายุส ผู้ก่อร่างสร้าง ‘BitKub’ สตาร์ทอัพเทรดคริปโตฯ เจ้าแรกในไทย

Highlight

จากม้านอกสายตาสู่ยูนิคอร์นตัวล่าสุด

ย้อนเส้นทางของ ท๊อป จิรายุส ผู้ก่อร่างสร้าง ‘BitKub’ 

สตาร์ทอัพเทรดคริปโตฯ เจ้าแรกในไทย

ท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้ง BitKub กลายเป็นนักธุรกิจเลือดใหม่ที่พาสตาร์ทอัพของตัวเองขึ้นเป็นยูนิคอร์นตัวใหม่ของประเทศไทย ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ และเชื่อมั่นในเทคโนโลยีสกุลเงินดิจิทัลอย่าง ‘Bitcoin’ สิ่งที่หากย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว น้อยคนนักที่จะรู้จักว่ามันคืออะไร ?

กระทั่ง 5 ปีที่ผ่าน กระแสของ ‘Cryptocurrency’ สินทรัพย์ดิจิทัลเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้ ‘Bitcoin’ เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เปิดประตูความสำเร็จให้ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลรายแรกของไทยอย่าง ‘Bitkub’

แต่กว่าจะมาประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้ เส้นทางของยูนิคอร์นตัวนี้ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ต้องฝ่าฝันกับวิกฤตหลายครั้ง จนเกือบต้องปิดบริษัทไปหลายอีกหลายรอบ


#Agenda พาทุกคนย้อนดูเส้นทางของ ท๊อป จิรายุส ผู้ก่อตั้ง BitKub ยูนิคอร์นตัวล่าสุดของไทย

1. ทายาทธุรกิจส่งออกเสื้อผ้า

ท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา เกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2533 ในครอบครัวฐานะปานกลางที่ทำธุรกิจเสื้อผ้าส่งออก ในวัยเด็กเขาเป็นเด็กที่ค่อนข้างเกเรและหัวรั้น เคยมีเรื่องชกค่อยจนที่บ้านเสียใจมาก

เมื่อท๊อปจบ ป.6 ทางบ้านจึงได้ส่งตัวไปเรียนที่ประเทศนิวซีแลนด์ เพื่อดัดนิสัยและปลูกฝังให้เขามีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

2. นักฟุตบอล ฝันที่กล้าฝัน

ตั้งแต่เด็ก ท๊อปมีความฝันอยากเป็นนักฟุตบอลทีมชาติไทย มี Cristiano Ronaldo สังกัด Manchester United เป็นไอดอล วัยมัธยมเขาจึงมุ่งมั่นฝึกซ้อมอย่างจริงจัง จนได้เป็นสมาชิกทีมฟุตบอลของโรงเรียน รับหน้าที่เป็นกัปตันทีมอีกด้วย

หลังจากจบ ม.6 ท๊อปกลับมาประเทศไทย และเริ่มสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่เนื่องจากผลการเรียนที่ไม่ดีนักในช่วงมัธยม เขาจึงถูกปฏิเสธ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความหลงใหลในฟุตบอล จนแทบไม่ได้สนใจเรื่องผลการเรียน

3. เด็กมหาลัย Top ของโลก

ความล้มเหลวจากการสอบไม่มหาวิทยาลัยเป็นปมในใจท๊อปมาตลอด ระหว่าง 9 เดือนที่หามหาวิทยาลัยเรียนต่อ ท๊อปจึงตั้งใจบินไปอังกฤษเพื่อตามฝันการเป็นนักฟุตบอล ประกอบกับตอนนั้นมหาวิทยาลัยในอังกฤษกำลังประกาศรับนักศึกษาใหม่ ซึ่งสามารถเลือกสถานศึกษาได้ 5 แห่ง ท๊อปตัดสินใจยื่นสมัครไป โดยเลือกมหาวิทยาลัยในเมืองที่มีชื่อเสียงด้านสโมสรฟุตบอล

The University of Manchester รับเขาเข้าศึกษา สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ ท๊อปดีใจมากเพราะเขาก็เป็นแฟนแมนยูอยู่แล้ว โอกาสครั้งใหม่ทำให้ท๊อปเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อลบภาพ ‘คนห่วย’ เริ่มเข้าห้องสมุด ตั้งใจเรียนอย่างหนัก เสียสละชีวิตวัยมหาลัยที่ควรจะสนุกสนานไปกับการพัฒนาตัวเอง จนสามารถจบการศึกษาระดับเหรียญทอง

หลังจากนั้น เขายื่นจดหมายสมัครเรียนไปยังมหาวิทยาลัยระดับ Top ของโลกอีกหลายแห่ง และได้รับจดหมายตอบรับเกือบทั้งหมด สุดท้ายเขาจึงเลือกไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ Oxford University และสำเร็จการศึกษาในปี 2556

4. ค้นหาตัวเอ

หลังจากเรียนจบ เขาเริ่มต้นทำงานที่แรก ในสถาบันการเงินในเซี่ยงไฮ้ แต่ด้วยการเมืองในที่ทำงาน และสายงาน Coperate ทำให้เขาค้นพบว่าตัวเอง ไม่ได้มี Passion ในสายอาชีพนี้ แต่ที่เซี่ยงไฮ้นี่เอง เขาค้นพบกับคำว่า ‘Bitcoin’ ครั้งแรก แม้จะถามคนรอบตัว แล้วไม่มีใครรู้จักว่ามันคืออะไรก็ตาม

เขาตัดสินใจลาออก ตั้งใจจะไปทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพใหม่ที่ Silicon Valley ทว่าก่อนหน้านั้นเขาได้บินไปพบเพื่อนที่ฟิลิปปินส์ พูดคุยแลกเปลี่ยนกันเรื่องการเป็น Entrepreneurship

หลังจากนั้น แรงบันดาลใจการเป็นเจ้าของกิจการก็อยู่ในหัวเขาเรื่อยมา ประกอบกับเรื่อง Bitcoin ที่ได้ยินมาตั้งแต่ที่เซี่ยงไฮ้ เริ่มปะติดปะต่อจนเป็นไอเดียการตั้งบริษัทเกี่ยวกับ Bitcoin 

5. บริษัท Bitcoin แห่งแรกของไทย

ปี 2556 เขาก็ลาออกจากงาน กลับมาประเทศไทย ก่อตั้งบริษัทด้าน Bitcoin แห่งแรกในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ ‘คอยส์ ไทยแลนด์’ ให้บริการแลกเปลี่ยนสกุลเงินบนเว็บ coins.co.th เป็นหน้ากากเว็บไซต์ไม่มีระบบใด ๆ ใช้ห้องชั้นลอยบนร้านเสื้อผ้าของครอบครัวที่ประตูน้ำเป็นออฟฟิศ ดำรงตำแหน่งเป็น CEO และทำทุกกระบวนการด้วยตัวคนเดียว
.
เส้นทางธุรกิจของ ‘คอยส์ ไทยแลนด์’ ต้องต่อสู่กับสิ่งต่าง ๆ มากมาย ทั้งคำถามจากครอบครัว การหาพนักงาน และวิกฤตความน่าเชื่อถือทางกฎหมาย เขาได้รับจดหมายเพื่อเรียกตัวไปชี้แจงจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย กรมสรรพากร จนพนักงานกลัวว่าธุรกิจที่ทำอยู่จะเสี่ยงผิดกฎหมาย จึงพากันลาออก และครอบครัวกดดันให้ปิดบริษัทอยู่หลายครั้ง
.
แต่เขาไม่เคยท้อถอย และประคับประคองธุรกิจจนเติบโตเรื่อยมา ท่ามกลางคำครหาและข้อสงสัย กระทั่งปี 2558 ‘คอยส์ ไทยแลนด์’ ก็เป็นบริษัทด้าน Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

6. กำเนิด BitKub

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 ประเทศญี่ปุ่นประกาศรองรับ Bitcoin เป็นสิ่งถูกกฏหมาย ทำให้โลกเริ่มยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น ท๊อปกลายเป็นคนที่มีชื่อเสี่ยง เนื่องจากบุกเบิก Bitcoin มาเป็นเวลานาน และพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่เขาพยายามมานั้นมีความหมาย และถูกต้อง
.
ทำให้บริษัทสตาร์ทอัพยักษ์ใหญ่จากประเทศอินโดนีเซียนอย่าง Gojek ติดต่อขอเข้าซื้อกิจการ และเป็นก้าวสำคัญจากการออกจากบริษัทที่ตัวเองก่อตั้ง ในฐานะผู้ประกอบการอย่างแท้จริง
.
จากนั้นในปี 2561 ท๊อปได้เริ่มต้นก่อตั้ง BitKub หรือ บจก.บิทคับ ออนไลน์ ธุรกิจด้านศูนย์แลกเปลี่ยนคริปโตเคอเรนซี่ ด้วยเงินทุน 67 ล้านบาท ซึ่งมีอัตรการเติบโตอย่างรวดเร็ว ปีแรกทำรายได้ 3 ล้านบาท ปีที่ 2 กว่า 33 ล้านบาท ปีที่ 3 อีก 300 ล้านบาท และปี 2564 เพียงไตรมาสเดียวทำรายได้ทะลุ 1,000 ล้านบาท

7. ว่าที่ยูนิคอร์นตัวใหม่

หากหักลบกลบเรื่องค่าใช้จ่าย คาดการณ์ว่าสิ้นปี 2564 บริษัท BitKub น่าจะมีผลกำไรกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้ bitKub มีมูลค่าบริษัทเกินกว่า 1 พันล้านดอลล่าร์ฯ หรือกว่า 3 หมื่นล้านบาท กลายเป็นบริษัทระดับยูนิคอร์นได้สำเร็จ

8. SCBS เข้าถือหุ้นใหญ่

ล่าสุด 2 พ.ย. 2564 ที่ผ่านมา ท๊อปได้เปิดเผยต่อสาธารณธว่า BitKub ขายหุ้น 51% ให้กับ SCBS รวมมูลค่ากว่า 17,850 ล้านบาท และขึ้นเป็นยูนิคอร์ทตัวที่ 3 ของไทยในที่สุด
.
หลังจากนี้ ท๊อปมีแผนที่จะผลักดัน Digital Economy และมองว่า BitKub ไม่ได้เป็นเพียงสตาร์ทอัพอีกต่อไป แต่กำลังจะก้าวมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อวงการการเงิน 3.0 ของประเทศไทย
.
BitKub มาถึงจุดเปลี่ยนที่จะก้าวไปสู่ระดับโลก จึงจำเป็นต้องหาพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่งมาเป็นกำลังเสริม เป็นเหตุผลที่เกิดการร่วมมือกับ SCBS
.
ที่มา : Techsauce, Wikipedia, Blueoclock, TheCloud, กรุงเทพธุรกิจ

Exit mobile version